artscenetv : VDO | ARTIST | GALLERIes | PEOPLE | forum | reviews | archive | contact | ART DIRECTORY

Art Exhibition Review

Whitespace |New Identity by merveillesxx

New Identity นิทรรศการภาพถ่ายของ Ohm Phanphiroj ซึ่งก็อย่างที่เห็นข้างบนว่าภาพไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรนัก ก็เป็นชุดภาพของสาวประเภทสองหลายๆ คนมาเรียงๆ กัน แต่เราก็รู้สึกว่ามันมีอะไรให้ชวนคิดอยู่เยอะทีเดียว

โดยปกติแล้วในสังคมไทยสาวประเภทสองมักถูกนำเสนอไปในทางที่สุดโต่ง เช่น ถ้าไม่ทุเรศไปเลย (ในหนังตลก) ก็จะเป็นแบบสวยอลังการ (เวทีประกวดทิฟฟานี่) ดังนั้นสิ่งที่เราชอบในงานชุดนี้ก็คือ การทำเสนอภาพของคนกลุ่มอย่างค่อนข้างสมจริง ไม่มีการปรุงแต่งอะไรมาก อีกทั้งการให้ข้อมูล เช่น ชื่อนามสกุล, อาชีพ, วันเกิด ก็ยิ่งทำให้ subject ในงานชิ้นนี้ดูมีตัวตนจริงๆ เพราะเขาเป็นหน่วยหนึ่งในสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ช่างตัดผม ช่างแต่งหน้า หรือพนักงานบริษัท

ข้อมูลที่น่าใจอีกอย่างคือ transformation age ซึ่งลิงค์ไปที่ชื่อภาพที่ระบุว่า Identity Crisis ซึ่งตรงนี้เรามองว่า คนในสังคมมักมองว่ากลายที่ใครสักคนเบี่ยงเบนจากเพศพื้นเพของตน หรือไปทำศัลยกรรม (ทำนม, แปลงเพศ, บลาๆๆ) นั้นถือเป็น crisis หรือเป็นอะไรที่ร้ายแรง แต่จริงๆ แล้วเจ้าตัวเองอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ (เพราะเงินก็เงินกู นมก็นมกู)

ส่วนตัวแล้วเราคิดว่าสังคมเริ่มยอมรับเรื่องรูปลักษณ์ทางกายภาพมากขึ้น เพราะเทรนด์การศัลยกรรมถือเป็นเรื่องปกติ (ใครๆ ก็ทำ) แต่เราเคยดูข่าวทีวีเรื่องที่สาวประเภทสองออกมาเรียกร้องขอใช้คำนำหน้าชื่อจาก 'นาย' เป็น 'นางสาว' แล้วก็ยังประเด็นถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น (แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่มีคำตอบแบบฟันธงว่าเห็นด้วยหรือไม่) เราว่านี่แหละคือ Identity Crisis อีกแบบนี่น่าสนใจ

นอกจากงานที่ Whitespace แล้ว Ohm Phanphiroj ยังมีนิทรรศการชื่อ Rare Views จัดที่ Liam's Gallery(พัทยา) ซึ่งเป็นงานรวมภาพถ่ายหนุ่มๆ ในแนว eroctic (ส่วนที่ Whitespace ก็มี photobook และปฏิทินขายด้วย แต่ราคาค่อนข้างสูงหน่อย)



The River Promenade |Navin's Sala by merveillesxx

กลางดึกวันหนึ่งอยู่ดีๆ ก็ได้เมลจากพี่ธิดาเกี่ยวกับงาน "ศาลานาวิน" ตอนแรกก็งงว่าพี่ดาจะพากูไปฟังธรรมทำไม(วะ) แต่พออ่านเมลดีๆ จึงพบว่ามันคือนิทรรศการของ นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ศิลปินชื่อดังนี่นา พี่เค้าก็ส่งข้อมูลวันเปิดงานมาให้ พร้อมกับเขียนทิ้งท้ายว่า "ถ้าต่อไปไม่ได้ก็บอกมานะ จะได้ให้คนอื่นไปแทน แต่ถ้าไปได้ก็จะวิเศษยิ่ง" เอ่อ...เล่นเขียนมางี้ ผมก็ต้องไปสิเนี่ย สรุปก็เลยต้องยกเลิกการเดท แล้วเปลี่ยนไปงานศิลปะแทน (ฟังดูเก๋จริง)

ก่อนจะไปงานก็ทำการศึกษาก่อนว่าไอ้ The River Promenade (ที่ชื่ออ่านยากเหลือเกิน) นี่มันคืออะไรหว่า จึงได้ความว่ามันคืออฟฟิศของคอนโดสุดหรู The River (ที่ชาตินี้กูคงไม่มีวันซื้อได้) แล้วก็ไว้จัด event ต่างๆ ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ซึ่งก็ไม่เข้าใจเลยว่าจะแห่ไปอยู่ตรงนั้นกันทำไม เดินทางก็ไม่ได้สะดวกเลย)

วันงานก็ควงไปกับวรรณแวว แห่งนิตยสาร Fuse ไปกันไม่ค่อยเป็นทั้งคู่ ก็มั่วๆ กันไป เริ่มจากไปลง BTS ตรงสะพานตากสิน แล้วก็ไปรอเรือของ The River ที่ท่าเรือโรงแรม แต่รอ รอ และรอเท่าไร เรือก็ไม่มาเสียที จนวรรณแววบอกว่าเดินข้ามสะพานตากสินไปเลยดีกว่า (ฮา) แต่ในที่สุดเรือก็มา และคุ้มค่าการรอคอย เพราะเรือหรูหราอลังการมาก (แถมยังนั่งฟรีด้วย)

ไปถึงที่งาน เค้าก็กำลังเริ่มๆ พอดี ลงทะเบียนแล้วเค้าก็ให้หนังสือสาลานาวินมาเล่มนึง (ดิชั้นมาก็เพื่อเอาอันนี้แหละค่ะ 555 เพราะมันขายตั้ง 1,500 บาท!!) แจกพร้อมถุงลายผ้าขาวม้าเสียด้วย (ก็เก๋อ่ะ แต่ชีวิตจริงคงไม่กล้าใช้) ตัวหนังสือก็หนาเกือบ 500 หน้า แล้วก็หนักชิบหายยยยยย เดินแบกไปมาทั้งงาน ไหล่เกือบหลุด พอขึ้นไปชั้นสองคุณนาวินก็กำลังพาชมงาน แล้วก็ได้เจอกับเอี่ยว a day ด้วย

ตัวงานมันก็ค่อนข้างใหญ่ และมีอะไรเยอะแยะมากมาย แต่ที่เราชอบๆ ก็จะมีประมาณ 3 อย่าง อย่างแรกคือ ผลิตภัณฑ์ทั้งหลายที่ทำจากผ้าขาวม้า อันที่สองคือ ภาพวาดอันใหญ่ๆๆๆ ที่เป็นแนวป้ายโฆษณาหนังสมัยก่อน และสุดท้ายคือ งานชุด Navinist หรือลัทธินาวิน ที่คล้ายๆ กับล้อเหมาเจอตง โดยคุณนาวินลงทุนทำสมุดแดงๆ ขึ้นมาเยนอะๆๆๆ แล้วไปแจกที่เมืองจีน จนถูกตำรวจจับ! (โถ ช่างพยายาม) อืม แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราตื่นเต้นมาก กลับเป็นห้องตัวอย่างของคอนโดมากกว่า 5555 เข้าไปเดินดูอยู่ตั้งหลายที หรูอลังดี แต่ดูแล้วก็เศร้าอีกรอบ กูคงไม่มีวันมีบ้านแบบนี้ (แต่จริงๆ ก็ไม่รู้จะเอาไปทำไม)

ดูงานจบแล้ว ก็ถึงเวลาที่รอคอย นั่นคือ ของกิน! (ฮา) พวกเราสามหน่อก็กินกันไม่ยั้งเหมือนเปรตอดอยาก แหม อาหารก็ดีๆ ทั้งนั้น (มีซูชิด้วยนะ) พออิ่มสาแก่ใจ ประมาณ 2 ทุ่มครึ่งก็ออกจากงาน เพราะวรรณแววจะรีบกลับบ้านไปดู "เงาอโศก" (อืม..)

ป.ล. จริงๆ แล้วยังมีช็อต surreal สุดๆ คือ ตอนผมไปเข้าห้องน้ำ แล้วเปิดประตูพลัวะเข้าไปเจอ เพชร โอสถานุเคราะห์ กำลังทะเลาะกับเครื่องใส่กระดาษทิชชู่อยู่ เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริงๆ เล่นเอาผมต้องถอยออกมาตั้งหลัก ก่อนจะเข้าไปฉี่อย่างเป็นทางการอีกรอบ



100 tonson gallery|Nanothailand Play by merveillesxx

นิทรรศการภาพถ่ายจากศิลปินสุดเปรี้ยว มนตรี เติมสมบัติ (ไม่เชื่อลองค้นใน google ดู งานเค้าเจ็บๆ ทั้งนั้น) ชื่อไทยว่า "สุดเขตประเทศไทย" มีธีมพูดถึงกลุ่มคนชายขอบ, คนกลุ่มน้อยของประเทศ ตั้งแต่ เกย์, ผู้คนแถบชายแดน หรือกระทั่งคนกลางคืน

มนตรียังใช้เทคนิคการแต่งภาพแบบง่ายๆ แต่แฝงความหมายเยอะเช่นเคย คราวนี้เน้นที่รหัสสีจากธงชาติ (สังเกตได้ว่าภาพส่วนใหญ่ถูกแต้มสีแสงหรือน้ำเงินเข้าไป) ซึ่งเข้ากันดีกับ motif ที่เป็นภาพชายนอนคว่ำหน้าบนหมอนลายธงชาติไทย ราวกับเป็นสารบอกว่าเรากำลังหลับตา ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นต่อสิ่งเหล่านี้



Whitespace| Shadow Play by merveillesxx

นิทรรศการนี้ก็แปลกดี เพราะใช้พวกหนังตะลุงเป็นสื่อในงาน ซึ่งเราไม่ค่อยได้เห็นงานแนวนี้เท่าไร และสำหรับเราแล้วมันเป็นสิ่งที่ exotic มาก แล้วทุกชิ้นถ้าดูแค่ผ่านๆ มันก็คือสวย แต่ถ้าสังเกตดีๆ มันจะมีสาร มีนัยยะ ทางการเมืองและสังคมหมดเลย แล้วที่ชอบคือมันเป็นประเด็นร่วสมัยทั้งหมด มีตั้งแต่เรื่อง ITV, ทักษิณ, รัฐประหาร จนถึงรัฐบาลสมัคร ก็ถือเป็นความน่าสนใจที่เอาศิลปะแบบ traditional มาพูดเรื่องแบบนี้ได้

Galerie N | Perfect Skin? by merveillesxx

นริศรา เพียรวิมังสา (ซึ่งเป็นที่รู้จักจากภาพวาดในหนังเรื่อง กุมภาพันธ์) ยังคงสไตล์ของตัวเองอย่างเหนียวแน่นในนิทรรศการชิ้นนี้ นั่นคือการใช้การตัดกันอย่างรุนแรงระหว่างสีแดงและสีดำ ทั้งในเป็นชิ้นงานที่เป็นสีเทียนและสีน้ำมัน

อย่างไรก็ดี งานชุดนี้ก็ดูจะไม่ดิบเท่ากับงานก่อนๆ เพราะมีการใช้สีเหลือง/ส้มมาคอยเบรคเอาไว้ นอกจากนั้นงานโดยรวมก็ยังมีลักษณะที่เข้าถึงง่าย เพราะมีทั้งรูปออกไปโทนอ่อนหวาน และโหดร้าย ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างน่าประหลาดใจ

ภาพทุกภาพในงานสื่อถึงสิ่งเดียวกัน คือภาพของหญิงสาวที่ซ่อนตัวอยู่ในเสื้อผ้าของตน โดยศิลปินได้ตั้งคำถามถึงเรื่องของ 'ตัวตsน' ของคนในยุคปัจจุบันที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกของแฟชั่น, ค่านิยม และวัตถุต่างๆ จนทำให้ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกลืนหายไป

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่หลายครั้งเราพยายามใช้ 'เปลือก' เหล่านั้นสะท้อนตัวของเราออกมา เพียงเพื่อจะมาพบในภายหลังว่ามัน 'ไม่ใช่'

Conference of Birds | Speculative Archive by merveillesxx

งาน Speculative Archive (หรือ 'ต้นฉบับจากอนาคต') ประกอบไปด้วยวิดีโอ 4 ชิ้นด้วยกัน เขาก็จัดกันแบบบ้านๆ ด้วยการเอาทีวีมาตั้ง แล้วก็นั่งดูโดยใช้หูฟังเนี่ยแหละ

ตอนดูก็เหนื่อยเอาการเหมือนกัน เพราะอากาศค่อนข้างร้อน (ยังดีมีพัดลมให้ตัวนึง) แถมในซอยนั้นก็มีบ้านพักคนงานก่อสร้าง ตอนที่เราดูเขาเลิกงานกันพอีด เสียงดังมากๆ (วิดีโอบางชิ้นก็พูดภาษาอังกฤษ ไม่มีซับไตเติ้ล เลยแทบจะเอาฟูฟังยัดเข้าไปในหูแล้ว 555)

ตัววิดีโอก็สนุกดี ดูทดลองนิดๆ แต่บางอันก็ตื่นเต้นมาก เช่น ภาพฝังศพทหารโซเวียต หรือภาพขีปนาวุธโจมตีประเทศเยเมน (นี่มันอะไรกัน!?) ซึ่งชวนให้คิดว่าตกลงนี่เป็นเรื่องอดีตหรือนาคตกันแน่



Ver Gallery | All Our Everydays by merveillesxx

วันก่อนู้นถ่อไปที่ Ver Gallery (ต้องใช้คำว่าถ่อไป เพราะมันค่อนข้างไกลบ้านเรา) หลังจากนั่งรถ ข้ามเรือ ข้ามน้ำ ก็มาถึงจนได้ สถานที่ก็ยังขลังปนน่ากลัวเหมือนเคย (โดยเฉพาะตรงทางขึ้น) ส่วนตัวงานก็มีหลายแบบ (รูปวาด, รูปถ่าย, งานจัดวาง, วิดีโอ ฯลฯ) จากศิลปินหลายคน ดูแล้วก็เฉยๆ ไม่ได้โดนอะไรมาก แถมยังมีบางชิ้นที่ตะขิดตะขวงใจมาก เช่นอันที่เอากระดาษดำๆๆๆ มาขยำๆๆ แล้วก็แปะข้างฝา เห็นแล้วก็อ้าปากค้าง "หา เท่านี้เหรอ!!??" คืออาจมองได้ 2 แง่ ในแง่หนึ่งคือ เออ อะไรเล็กๆน้อยๆ มันก็เป็นงานสร้างสรรค์ได้ แต่อีกแง่หนึ่งคือ เฮ้ย แค่นี้เป็นงานศิลปะแล้วเหรอวะ อันนี้ก็ไม่มีคำตอบตายตัว ก็แล้วแต่คนจะคิด แต่สำหรับเราที่ถ่อมาตั้งไกล ก็เลยแอบจะบ่นนิดหน่อย 555

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าตื่นตาที่สุดน่าจะเป็นคุณลุงที่นอนขวางอยู่ตรงทางขึ้นมากกว่า (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นคนเฝ้า หรือเป็นแค่ชาวบ้านแถวนั้นกันแน่ )

Numthong Gallery | The Dark Age by merveillesxx

1. installation view 2."ฝันหวานของกระบือ" 3. "แผนกระตุ้นเศรษฐกิจไทย" (A+++++)

หลังจากดูงานที่ On Art สามเสนไปแล้ว เรา + พี่ Mds ก็วางแผนไปดูงานของคุณวสันต์ สิทธิเขต (คนที่ตั้งพรรคศิลปิน / ได้ศิลปาธรปีที่แล้ว) ต่อที่ นำทอง แกลเลอรี่ ซึ่งเราทั้งคู่ยังไม่เคยไป

จากการหาข้อมูลมา ได้ความว่ามันอยู่ชั้นสองของอาคารสหกรณ์เคหสถานกรุงเทพฯ (มันคืออะไร!?) ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟฟ้าสามเสน ก็เดินกันไป มั่วบ้าง หลงบ้าง ถามวินมอไซบ้าง เด็กในร้านเซเว่นบ้าง จนในที่สุดเราก็มาถึง... ห็นสภาพตึกครั้งแรกก็อึ้งมาก เพราะจากข้อมูลที่หามาเค้าบอกว่าเป็นตึกเก่าๆ แต่เราว่ามันต้องเปลี่ยนเป็น ตึกเก่าโคตรรรรร มากกว่า

คิดว่านอกตึกน่ากลัวแล้ว ในตึกนี่ยิ่งกว่าตึกมันโทรมและน่ากลัวมาก อารมณ์มันแฟลตเก่าๆ นี่ถ้าบอกว่ากูมาซื้อยาบ้าหรือพาเพื่อนมาทำแท้งนี่คงใช่เลย ดีนะว่าวันนี้มากันสองคน ถ้ามาคนเดียวกูคงวิ่งหนีกลับบ้านไปแล้ว

เดินไปเดินมาก็เจอแกลเลอรี่จนได้ ก็ดูจากภาพก็คงไม่ต้องบรรยายอะไรกันแล้ว (จริงๆ งานนี้ดูแค่รูป กับชื่อรูปก็ A+ แล้วล่ะค่ะ ฮ่าๆๆ) ก็ชอบมากเลย แรงดี อยากให้ไปติดในรัฐสภา

เลยเริ่มสงสัยว่าที่ต้องมาจัดแกลเลอรี่ลับแลๆ เพราะงานมันแรงหรือเปล่านะ (ปีที่แล้วที่นี่เคยจัดงานของ ไมเคิล เชาวนาศัย ซึ่งก็แรงพอตัว)

อ้อ แต่ว่าถ้าไปดูของจริงจะเห็นรายละเอียดกว่านี้เยอะเลยนะ เพราะว่าแต่ละภาพมันจะมี gimmick ซ่อนไว้เยอะแยะเลย

แต่ก็ลากๆ เพื่อนไปด้วยแล้วกัน เพื่อความปลอดภัย

ป.ล.1 คุณวสันต์ยังมีอีกงานชื่อ Color of Bodies จัดที่ Surapon Gallery อยู่ชั้นหนึ่ง ตึกTisco ซอยศาลาแดง

ป.ล.2 ขอบคุณพี่ Mds ที่ร่วมผจญภัยกันในวันนี้


Photo by merveillesxx

Whitespace | Urban Motion by merveillesxx

เห็นคนที่เดินผ่านไปมาตรงลิโด้ มองงานนี้ด้วยสายตาแหม่งๆ คาดว่าเขาคงแปลกใจว่า ไอ้นี่มันเอาขยะมากองๆสุมๆ กันทำไม 555

ตอนแรกเราก็เกือบจะคิดแบบนั้น แต่งานนี้มันดีตรงที่จะมีวิดีโอให้ดู ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่ากว่าจะได้งานแต่ละชิ้นมาเนี่ยมันก็ลำบากใช่เลยนะจ๊ะ เช่น ต้องไปคุ้ยหาวัตถุดิบ ต้องมานั่งตอกตะปู อ็อกซ์เหล็ก บลาๆๆๆ

พอดีวันที่ไปดูได้เจอศิลปินด้วย ก็เลยคุยกันนิดหน่อย ก็เลยได้ข้อมูลเพิ่มว่าเค้าไม่ได้แปะงานแบบมั่วๆ นะ ก่อนจะทำที่เค้าก็มีการ sketch ภาพก่อนด้วย แล้วค่อยไปหา material ที่ตรงกับความคิดเค้า

ว่าแล้วก็เลยถ่ายรูปศิลปินมาสักหน่อย (จริงอยากถ่ายคู่กับศิลปิน แต่เขิน 5555)

ป.ล. คุณวิชญ จะมีงานแสดงที่ ม.ศิลปากร ชื่องาน "นัยของวัตถุ" ช่วง 16-28 มิ.ย. 2551 จ้ะ

Art Center Chula| Will Not Cry In Public by merveillesxx

งาน Will Not Cry In Public ก็มีศิลปิน 3 คนด้วยกัน คนแรกคือ ปฐมพล เทศประทีป (มือกลองวงอัศจรรย์จักรวาลไง) มี 2 ชิ้น ชิ้นแรกเป็นวิดีโอประมาณ 9 นาที เป็นคนคนไปยืนกลางป่า กลางเขา ดูแล้วหลอนดี ส่วนอีกชิ้นก็คือไอ้ภาพที่มืดๆ แล้วมีแสงนิดๆ นั่นแหละ มันคือ iPod 10 ตัวที่ไปติดรอบฝาผนัง โดยเป็นคลิปจาก youtube ที่ทุกคนร้องเพลง Just The Way You Are อันนี้ไอเดียเก๋ดีนะ แต่...ขี้เกียจดู 555 (อนึ่ง ชิ้นนี้ระหว่างดูระวังสะดุดสายไฟตาย)

ต่อมาเป็นงานวิดีโอของ สถิตย์ ศัสตรศาสตร์ ความยาว 30 นาที เป็นหนังที่ทดลองกับโครงสร้างกันเล่าเรื่อง คือดูไปจนจบก็จะมึนๆ ว่าตกลงเรื่องมันเริ่มและจบตรงไหนกันแน่ แถมบทสนทานาก็เซอร์ดี (นักแสดงหญิงหน้าคุ้นมากๆ ที่แท้ก็คนของมะขามป้อมนี่เอง)

สุดท้ายเป็นของ โอฬาร เนตรรังสี เป็นธีมเกี่ยวกับความงามและรูปลักษณ์ ชิ้นแรกเป็นทีวีสองจอ เป็นคนแต่งตัวออกไปทำงาน ซ้ายเป็นผู้หญิง (น่ารักดีอ่ะ) ขวาเป็นผู้ชาย ส่วนอีกชิ้นเป็นเอาโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมความงามทั้งหลายมาต่อๆๆกัน จริงๆแล้วมันจะมีกล้องวิดีโอที่จับภาพเรา แล้วทำให้หน้าเราไปปรากฏบนจอด้วย แต่วันที่เราไปรู้สึกกล้อวมันเสียอ่ะ ...งานชิ้นสุดท้ายมีโฆษณา Natriv ของแตงโมด้วย เราก็พยายามถ่ายรูปประมาณ 30 ครั้งได้ แต่ได้สวยที่สุดแค่นี้แหละ (ดูไม่เหมือนแตงโมเลยเนาะ)

สรุปแล้ว งานนี้ก็เก๋ดี ชอบมาก ใครจะไปดูก็เผื่อเวลาสักชั่วโมงนึงนะจ๊ะ

อ้อ พี่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงหน้างานเฟรนด์ลี่มากเลย ^^

สุดท้าย อันนี้คือภาพท้องฟ้า ถ่ายจากห้องน้ำตรงชั้นหอศิลป์นั่นแหละ


Photo by merveillesxx

Hof Art | Change by merveillesxx

วันนี้แวะไปเอา Bioscope เล่มใหม่ที่ออฟฟิศไบโอ แต่ปรากฏว่าหนังสือมาเลท (ตอนแรกบอกว่ามาบ่ายๆ หลายเป็นบ่ายห้าโมงซะงั้น) ก็เลยไปเดิน Hof Art ฆ่าเวลาก่อน (อยู่ฝั่งตรงข้ามไบโอนี่เอง)

สำหรับงาน CHANGE ก็เป็นงานใหญ่ฉลองครบรอบ 3 ปีของแกลเลอรี่แห่งนี้ (ตั้งมา 3 ปีแล้วเหรอเนี่ย ทำไมกูเพิ่งมารู้จักเมื่อปีที่แล้วเองวะ แหะๆ) ก็มีผลงานของศิลปินมากมาย ดูกันไม่หวาดไม่ไหว (ใช้เวลาอย่างน้อยชั่วโมงนึงล่ะ)

แกลเลอรี่ที่นี่มีหลายชั้นมาก ประมาณว่าไม่ต่ำกว่า 5 ชั้น เดินแล้วงงๆ ดี เพราะเดี๋ยวมันมีชั้นลอย เดี๋ยวมีดาดฟ้า แถมชั้นบนสุดเป็นมุงใบไม้คล้ายๆ กระท่อมซะงั้น (surreal อีกแล้ว) แล้วมันมีบันไดสองฝั่งด้วย เดินแล้วเหมือนเขาวงกต (ที่น่ากลัวคือ มีเราดูงานอยู่คนเดียว หลอนมากๆ เพราะเค้าจัดแสงสลัวๆ มืดๆ ตึกมันก็เก่าๆหน่อย บรรยากาศให้มาก)

อุปสรรคอย่างยิ่งของการดุงานวันนี้คือ มันร้อนมากกกกกกกกกกกกกก แล้วทาง Hof Art เค้าก็เปิดแต่พัดลม (staff บอกว่าสู้ค่าแอร์ไม่ไหว) ยิ่งขึ้นชั้นบนๆ แดดยิ่งแรง งานชิ้นท้ายๆ เลยดูไม่รู้เรื่องเท่าไร 555

ก็เป็นงานที่ไปแล้วคุ้มนะ มีให้ดูเยอะดี แต่ว่าแนะนำว่าใส่เสื้อยืด ขาสั้นไปเลย

ป.ล. สรุปว่าหนังสือมา 2 ทุ่ม

Photo by merveillesxx

Whitespace| One Year Anniversary by merveillesxx

Whitepace แกลเลอรี่เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ชั้น 2 ลิโด้ ก็มีอายุครบ 1 ปีแล้วนะจ๊ะ เค้าเพิ่งฉลองงานใหญ่กันไปเสาร์ที่แล้ว เสียดายว่าขี้เกียจ เลยพลาดอะไรดีๆ ไปเยอะ (ได้ข่าวว่ามีโชว์ผ่าแตงโมกลางลิโด้ + performance นั่งจ้องไข่เป็นชั่วโมง 5555)

เพราะว่าเป็นงานฉลองเค้าก็เลยเพิ่ม space เป็น 3 ห้อง ห้องแรกก็มีงานงงๆ ให้ดู 3 ชิ้น ห้องที่ 2 อยู่ฝั่งตรงข้าม เป็นงานที่ irony มากๆ แต่มันก็เหวอๆ หน่อยตรงที่มันเปิดเพลง (คล้ายๆ เพลงปลุกใจ) ไว้ตลอดเวลา คนผ่านไปผ่านมาจะงงมาก (ดูลำโพงในรูปสิ เสียงดังมากน่ะนั่น)

ห้องที่ 3 อยู่ถัดๆ มาทางขวามือ อันนี้ถ้าจะดู ต้องเรียก staff มาปลดล็อคให้ ก็จะมีวิดีโอให้ดู ก็เจ๋งดี เป็นคนนั่งไปเรื่อยๆ 10 นาที มีเสียงฟ้าผ่า หมาหอน ผีหลอน ห่าเหว อะไรเต็มไปหมด เซอร์เรียลมาก 555

ที่ตลกๆ หน่อยก็คือ ห้อง 2 กับ 3 มันจะเป็นกระจกใสๆ เวลาเราดูงาน คนข้างนอกที่ผ่านไปมา ก็จะมองเราด้วย (เพราะเค้าคงงงว่า ห้องนี้มันคืออะไรวะ แล้วไอ้บ้าเข้าไปทำอะไร) ให้ฟีลเหมือนนางตู้กระจกตามอาบอบนวดมาก

Photo by merveillesxx

Conference of Birds| Pig’s Eye by merveillesxx

Conference of Birds เป็นแกลเลอรี่มาแรง อยู่ตรง ถ.ปั้น (ซอยที่มีวัดแขก) โดยต้องเลี้ยวเข้าไปในซอยที่อยู่ตรงข้ามกับ Terrence House อีกที (ตอนไปครั้งแรกดิฉันก็เดินเลยไปเลยค่ะ) ที่นี่มีงานล้ำๆเก๋ๆอยู่เสมอ ขนาดที่มาดาม Mds ยังออกปากชมว่าที่นี่เริ่ดสุดๆ

Pig’s Eye เป็นงานที่ศิลปินใช้เป็น reaction ต่อเหตุการณ์ที่กลุ่มผู้เลี้ยงหมูฆ่าลูกหมู 2000 ตัวเพื่อประท้วงราคาหมูตกต่ำที่ จ.นครปฐม

ตอนเราไปถึงก็มีผู้ชายคนนึงเฝ้าอยู่ พอเราเข้าไป เค้าบอกว่า "สักครู่นะครับ!" แล้วเค้าก็รีบวิ่งตึงๆๆๆ (จนดิฉันกลัวเพดานถล่ม) ขึ้นไปเปิดไฟ เปิดพัดลม เปิดแอร์ เปิดวิดีโอให้ใหญ่เลย (จนทำให้กูรู้สึกผิดว่านี่กูมารบกวนเค้าป่าวเนี่ย 555) แล้วไม่รู้ว่าเมื่อคืนเค้ามีปาร์ตี้สงกรานต์อะไรกันรึป่าว ตามพื้นมันก็เลยมีแก้วน้ำอะไรวางเต็มไปหมดเลย แต่ staff เค้าก็ขอโทษขอโพยเราใหญ่ เราก็บอกว่าไม่เป็นไรๆ

แกลเลอรี่มี 3 ชั้น ชั้นแรกก็จะเป็นพวกตุ๊กตาขาหมูวางๆ ห้อยๆ ไว้ ส่วนที่ชั้นสองจะเป็นห้องแดง ที่เพดานมีตุ๊กตาหมูที่...ไม่มีหัว! มุมห้องก็จะมีหัวหมูกองๆๆๆ สุมๆๆๆ ไว้ แถมตรงกลางห้องยังมีสัตว์ประหลาดอะไรไม่รู้วางอยู่ (อาร์ตแดกมากค่ะ) ส่งรูปให้เพื่อนดู เพื่อนดิฉันบอกว่าหลอน + น่ากลัว แต่ดิฉันต้องสารภาพว่าอยู่ในห้องนี้แล้วมีความสุขมากค่ะ (ฮา) ดิฉันไปนอนกลิ้งๆๆๆ เด้งๆๆๆ อยู่ที่กองหัวหมูอยู่ตั้งนาน (จนคนเฝ้าเค้าคงนึกสงสัยว่าอีนี่หายขึ้นไปทำอะไรตั้งนาน)

ส่วนชั้น 3 จะมีงานวิดีโอให้ดู ยาว 6 นาทีกว่าๆ ซึ่งก็เซอร์มาก เพราะนี่เป็นงานเกี่ยวกับหมู แต่ present ด้วยก็อตซิลล่า! (เอาเข้าไป) สรุปว่างานนี้ชอบมากๆ ดูน่ารัก + โหด ไปในคราวเดียวกัน

อ้อ ตอนกลับบ้านมา คุณฝรั่ง (ที่เป็น director ของแกลเลอรี่นี้) ยังส่งเมลมาขอบคุณที่เราไปชมงาน + ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ที่แกลเลอรี่ (อืม ฟังดูว่ากูเป็นคนสำคัญมาก 555) แถมแกยังบอกว่าถ้าอยากได้วิดีโอของงานนี้ ให้ส่งเมลที่อยู่บ้านไป เดี๋ยวแกจะให้เมสเซนเจอร์มาส่งให้

น่ารักจริงๆ แฮะที่นี่

ป.ล. ลืมถามไปเลยว่าตุ๊กตาหัวหมูขายเท่าไร อยากซื้อกลับไปไว้ที่บ้านง่ะ

Photo by merveillesxx

WHITESPACE | Enlightenment by JENJINTA

ครู่ยามที่ (ไม่) ว่างเปล่า...

บางครั้งการแสวงหาความเบาใจ จากความหนักหน่วงของมวลความคิด ก็ง่ายและงามอย่างไม่น่าเชื่อ.... ง่ายเพียงสาวเท้าออกมาจากขอบเขตความตึงเครียด (เป็นอันดับแรก) และลงแรงก้าวต่อ ก้าวต่อ สู่ขอบเขตของจินตนาการที่เรียกว่า “งานศิลปะ” (เป็นอันดับต่อมา) เรา (ผู้เขียน) เชื่ออยู่อย่างนึงว่า งานศิลปะ ให้คำถาม – ตอบ บางอย่างที่ถ้อยคำไม่อาจถ่ายทอด และส่งอารมณ์บางอย่างที่วิเศษเกินกว่าเราจะซื้อหา... ด้วยแง่มุมส่วนตัวที่บัญญัติขึ้นมา (เอาเอง) ข้างต้น เลยทำให้เกือบสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ลืมไปด้วยว่าวันที่เท่าไหร่ เราทิ้งงานที่ง่วนมือ และค้างคาไว้ตรงหน้าชั่วคราว จับรถเมล์ ต่อด้วยรถไฟฟ้าไปตามนัด เอ่อ.. ส่วนจะกับใครนั้น...อืม นั่นไม่ใช่ประเด็น.. งั้นมาเข้าประเด็นที่ว่า แม้จุดหมายแท้จริงของวันนั้น คือการดูหนังเป็นหลัก แต่จุดผ่านระหว่างทาง ทำให้เราและคนในสถานการณ์ มาหยุดฝีเท้าอยู่หน้าแกลอรี่เล็กๆ ในบริเวณชั้น 2 ของลิโด้ ป้ายแนวตั้งบรรจุด้วยตัวอักษรแนวนอน ถูกจัดวางไว้หน้า Gallery บ่งบอกให้คนเดินผ่านไปมารับรู้ว่าที่นี่คือ ‘White space’ บนพื้นที่ทางยาว ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่เรามองทะลุผ่านกระจกเข้าไป แสงไฟสีส้มส่องนวลจับอยู่บนชิ้นงานศิลปะในกรอบไม้สีน้ำตาลเข้ม ขับบรรยากาศดูอบอุ่นมาถึงภายนอก แต่เมื่อเพียงเราก้าวเข้าไปข้างใน และค่อยไล่เรียงชมภาพสีน้ำมันที่แสดงอยู่เบื้องหน้า ทีละชิ้น - ทีละชิ้น ทีละก้าว - ทีละก้าว ความอบอุ่นจากการดาดเดาเมื่อครู่ ก็ค่อยๆ ลดอุณหภูมิลงเรื่อยๆ เรามองเห็นความเปลี่ยวดายในชิ้นงาน (ซึ่งมารู้ตอนหลังว่าไม่ใช่อย่างที่คิดเลยยยย..จริงๆ) ความเปลี่ยวดายที่เราสัมผัสถึง ณ เวลานั้น มาจากชายชุดดำกับบรรยากาศลำพังในภาพ มีดอกบัว ปรากฏอยู่ในภาพเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง มีแสงเงา ทอดเงาหนักเบา บนสเปซว่างๆ บ้าง บนบ่อน้ำบ้าง บางครั้งสัดส่วนแสงเงาก็ทาบทาอยู่บนตัวชายชุดดำ เราหนาวเยือกด้วยความสงบของภาพ ที่ส่องสะท้อนความโดดเดี่ยวในบางห้วง 2 ภาพที่ทำเราหยุดยืนนิ่ง – นาน “Shadow” และ “Question” เป็นภาพชายชุดดำนั่งทั้งสองภาพ มีแสงเงาถ่ายทอดอารมณ์ในตัวตน มีลมหายใจทอดผ่านออกมาจากภาพ.. ใครดู 2 ภาพนี้แล้วคิดอะไรเราไม่รู้ เรารู้แต่เรา “เ ห ง า” ………………… ไม่แน่ว่าหากใครตามไปดูงานแสดงภาพสีน้ำมันชุดนี้ อาจขัดแย้งกับอารมณ์ผู้เขียน ขัดเคืองกับแง่มุมที่ไม่เป็นสาระ แต่การดูงานศิลปะ (ของเรา) คงต้องขอยอมแพ้ในเรื่องหลักการ เพราะเราเน้นไปที่ “ความรู้สึก” ดูเหมือนเราจะลืมบอกไปว่า งานแสดงภาพสีน้ำมันชุดนี้ชื่อว่า “Enlightenment” เป็นผลงานของศิลปิน “ไกรสิงห์ สุดสงวน” เปิดแสดงจนถึงวันที่ 25 มีนาคมนี้ หากถามหาเหตุผลที่ควรไปดู เพราะวันที่เราไปดูนั้น แกลอรี่มันช่างเงียบเหงาผู้คนจริงๆ ช่วยไปเติมเต็มสเปซที่หลงเหลือให้อุณหภูมิมันสูงขึ้นอีกนิดดีไหม จริงๆ มันควรจะมีเหตุผลที่ไม่ควรไปดูเพื่อความสมดุล แต่สำหรับบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนขออนุญาตไม่มีเหตุผลนั้น... (แต่ชิ้นต่อไปก็ไม่แน่) หลังออกจากแกลอรี่ แน่นอนว่า..เรายังคงไปต่อในจุดหมายหลักของเรา หากระหว่างทางเดินไปจุดหมายหลักในคราวนั้น ได้อะไรกับ “ความรู้สึก” มากกว่าแค่การไปดูหนังธรรมดาๆ ได้อะไรใช่ไหม? อย่างน้อยเราก็ได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในขณะที่เราเสียตังค์ดูหนังได้ แต่ทำไมบางครั้ง เราไม่ยอมเสียเวลาหยุดดูงานศิลปะ ที่ไม่ต้องเสียตังค์เลยซักบาทเดียว... “Enlightenment” ศิลปิน : ไกรสิงห์ สุดสงวน ธรรมชาติ คือ ความลี้ลับของการหยั่งรู้ ไม่ว่าธรรมชาตินั้นจะถูกปกคลุมด้วยความวุ่นวายหรือการเคลื่อนไหวจากสภาวะแวดล้อมในชีวิตประจำวัน แต่มันเป็นเสมือนเส้นทางที่สามารถนำความรู้สึกนึกคิดของตัวเรา ไปสู่การเรียนรู้และการได้สัมผัสในบางสิ่งบางอย่างให้เกิดบรรยากาศแห่งความอิ่มเอม สงบ สว่าง ภาวะตรงนี้ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อและศรัทธาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและทำให้เห็นถึงความมีสติ และการตามความรู้สึกของตนเองให้ทัน ซึ่งท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่การรู้แจ้งและการตื่นขึ้นจากตนเอง